เปิดบริการทุกวัน 10 : 00 - 20 : 00 น

 

การจัดฟันคือ

 


การจัดฟันเป็นกระบวนการแก้ไขความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นจากการเรียงตัวของฟัน และการสบฟันที่ผิดปกติให้กลับไปสู่สภาพที่ปกติ ซึ่งโครงสร้างที่ถูกปรับเปลี่ยนรวมทั้งฟันที่ถูกเลื่อนไปจะเกิดจากการใช้แรงที่ละเอียดอ่อนทั้งจากเครื่องมือภายนอกและภายในช่องปากเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปรับแต่งใหม่ กระดูกที่ล้อมรากฟันจะเกิดการละลายและเสริมสร้างใหม่ของกระดูกแบบค่อยเป็นค่อยไปและเกิดการเคลื่อนตัวของฟันในอัตราเฉลี่ย 1 มิลลิเมตร ต่อ 1 เดือน

ประโยชน์ของการจัดฟัน
ช่วยแก้ปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร ช่วยทำให้ใบหน้ามีความสวยงามและแก้ไขความผิดปกติในการทำหน้าที่ของอวัยวะในช่องปากให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เช่น การเรียงฟันที่ไม่ดี อาจส่งผลให้เกิดการปวดของขากรรไกร หรืออาจทำให้เหงือกบาดเจ็บ หรืออาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ หรืออาจจำเป็นต้องจัดฟันเพื่อการรักษาชนิดอื่นให้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น เช่น การใส่สะพานฟัน การครอบฟัน และการใส่ฟันชนิดถอดได้

ใครบ้างที่ควรจัดฟัน

    • ผู้ที่มีฟันบนยื่นออกมาข้างหน้ามาก
    • ผู้ที่มีฟันล่างยื่นออกมาข้างหน้ามาก
    • ฟันห่าง มีช่องว่าง ระหว่างฟันอันเกิดจากการหลุดของฟันหรือฟันที่ยังขึ้นไม่เต็ม
    • ฟันซ้อนเก ฟันที่ขึ้นมามากเกินไปจนเกทับกัน
    • ฟันกัดคร่อม โดยฟันบนไม่สามารถขบได้พอดีกับฟันล่าง มีลักษณะขบแบบไขว้
    • ฟันกัดเบี้ยว จุดศูนย์กลางของฟันบนไม่ตรงกับฟันล่าง
    • ฟันสบเปิด เมื่อขบฟันแล้วมีช่องว่างเปิดระหว่างฟันบนกับฟันล่าง

ระยะเวลาในการจัดฟัน
โดยปกติแล้วการจัดฟันจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง – 3 ปี แต่ในบางรายอาจใช้เวลานานมากกว่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของฟันด้วยว่ามีมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากผู้จัดฟันด้วยเป็นสำคัญ ว่าจะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้อย่างเคร่งครัดเพียงใด มาพบทันตแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอหรือไม่ ในช่วงเข้ารับการรักษา ทันตแพทย์จะทำการนัดตรวจทุก 1 เดือน เพื่อปรับเครื่องมือ และตรวจผลการรักษาเป็นระยะ ๆ (สำหรับการจัดฟันแบบปกติ)
ชนิดของเครื่องมือจัดฟันมีกี่แบบ
เครื่องมือจัดฟันมี 2 ชนิดคือ แบบถอดได้ และแบบติดแน่น

1. การจัดฟันแบบติดแน่น ได้แก่
การจัดฟันด้านนอกแบบโลหะ
การจัดฟันด้วยเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่นด้านนอกแบบโลหะ (Metal Braces) เป็นวิธีการจัดฟันที่นิยมใช้กันมานาน ที่เห็นได้ทั่วไป หรือที่ชอบเรียกว่า “การจัดฟันวัยรุ่น” ซึ่งเป็นการจัดฟันโดยการติดเครื่องมือแบบโลหะไว้ที่ผิวด้านหน้าของฟัน แล้วใส่ลวดผ่านร่อง Bracket และใช้ยาง O-Ring รัดตัวเครื่องมือจัดฟันให้ติดกับลวดจัดฟัน เพื่อช่วยเลื่อนตัวฟันและเรียงฟันให้สวยงาม ปัจจุบันได้มีการพัฒนาขนาดของวัสดุที่ใช้ให้มีขนาดเล็กลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ให้ความรู้สึกสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น โดยจะเป็นการจัดฟันแบบติดแน่นโดยใช้เหล็กจัดฟันสีเงินติดด้านหน้าของผิวฟัน เพื่อเป็นตัวช่วยควบคุมทิศทางการเคลื่อนตัวของฟัน และสามารถเรียงฟันให้สวยพร้อมทั้งสร้างการสบฟันที่ถูกต้องได้

ข้อดีของการจัดฟันด้านนอกแบบโลหะ

    • สามารถจัดฟันได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฟันยื่น ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันกัดเบี้ยว ฟันกัดคร่อม ฟันสบลึก ฟันสบเปิด หรือฟันล้มระเนระนาดข้างใน ฯลฯ ลวดเหล็กก็สามารถดึงได้หมด
    • มีราคาย่อมเยาและสามารถผ่อนชำระได้
    • สามารถเลือกสีของยางจัดฟันได้ตามต้องการ

ข้อเสียของการจัดฟันด้านนอกแบบโลหะ

    • บุคคลอื่นสามารถเห็นเครื่องมือในการจัดฟันได้อย่างชัดเจน
    • ใช้ระยะเวลาในการจัดฟันแล้วเสร็จค่อนข้างนาน คือ ประมาณ 2 ปีขึ้นไป เพราะต้องดัดทั้งข้างหน้าและข้างใน และต้องเสียเวลาปรับลวดอีก
    • หากทำความสะอาดไม่ดี อาจทำให้ฟันผุได้ ไม่ใช่แต่ด้านในนะครับ ด้านหน้าก็ผุได้ ซึ่งมักจะผุบริเวณรอบ ๆ เหล็ก ในกรณีนี้ก็คอยแก้ไขอุดกันไป ไม่ต้องกลัว เพราะตามธรรมชาติผิวฟันมันจะซ่อมสร้างตัวเองอยู่แล้ว
    • ในระยะแรกส่วนของแก้มและริมฝีปากอาจระคายเคืองได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวประมาณ 1-4 สัปดาห์ ก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

2. การจัดฟันแบบถอดได้ ได้แก่
การจัดฟันใสแบบ clear aligner
การจัดฟันแบบใสชนิดถอดได้ (Clear Aligner) เป็นเครื่องมือการจัดฟันชนิดถอดได้แบบใสที่ถูกออกแบบเฉพาะบุคคล โดยใช้วัสดุที่บางใสและเรียบติดกับเนื้อฟัน โดยไม่มีเหล็กหรือลวดจัดฟันมากวนใจในขณะใส่เครื่องมือจัดฟัน นับว่าเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางเลือกใหม่ของการจัดฟันทีไม่ต้องทนเจ็บปวดจากปัญหาการใช้เหล็กจัดฟันอีกต่อไป เพียงแค่สวมเครื่องมือหรืออุปกรณ์จัดฟันแบบใสนี้เข้าก็สามารถช่วยให้ฟันเข้ารูปได้แล้ว
“เนื่องจากแลปที่เราเลือกใช้ ได้สั่งโปรแกรม เครื่องมือ และทีมช่างจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามา จึงสามารถทำในประเทศไทยได้เลย เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับให้ฟันหน้าเรียงกันได้สวย ระยะเวลาในการจัดฟันใสแบบ Clear Aligner ประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปีขึ้นไป

ข้อดีของการจัดฟันใสแบบ Clear Aligner

    • มีราคาย่อมเยา สมเหตุสมผล
    • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะจัดฟัน แต่มีปัญหาต่อการทำงานหรืออาชีพ ไม่ต้องการให้เห็นชัดเจน คุณจึงสามารถสวมใส่เครื่องมือพร้อมกับทำกิจกรรมต่าง ๆ ประจำวันได้อย่างไร้กังวล
    • ถอดและสวมใส่ได้ง่าย คุณสามารถถอดเครื่องมือได้เมื่อต้องการรับประทานอาหาร แปรงฟัน หรือขัดฟัน จึงช่วยลดปัญหาการเกิดหินปูน ฟันผุ กลิ่นปาก แผลในช่องปาก และโรคในช่องปากอื่น ๆ ได้
    • เครื่องมือมีความบาง เบา สวมใส่สบาย เนื่องจากเครื่องมือมีแรงดันเพื่อเคลื่อนฟันที่เหมาะสมเฉพาะตัว คุณจึงรู้สึกสบายทุกครั้งที่ใส่
    • ใช้ระยะเวลาในการจัดฟันน้อยลงกว่าเดิม ไม่ถึง 2 ปีก็แล้วเสร็จ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของฟันแต่ละบุคคลด้วย

ข้อเสียการจัดฟันใสแบบ Clear Aligner

    • ระเบียบวินัยของผู้ใช้ อย่าลืมว่าความคืบหน้าในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับระเบียบวินัยของผู้ใช้เป็นสำคัญ ถ้าผู้ใช้สวมใส่เครื่องมือประมาณ 20-22 ชั่วโมงต่อวัน และถอดออกเฉพาะเวลารับประทานหรือทำความสะอาดฟัน ก็จะทำให้ฟันเข้าที่ได้เร็วยิ่งขึ้น
    • เครื่องมือจัดฟันมักหาย จากการที่ต้องเอาเครื่องมือจัดฟันออกก่อนการรับประทานทุกครั้ง (เพื่อฟันจะได้สะอาดและทำความสะอาดได้ง่าย) บวกกับการที่ตัวเครื่องมือมีลักษณะใสจนยากต่อการสังเกต จึงทำให้ผู้ใช้อาจทำเครื่องมือจัดฟันหายหรือลืมทิ้งไว้ หรือลืมใส่เครื่องมือกลับเข้าไปอีกครั้ง
    • โดยส่วนมากจะใช้กับเคสที่ต้องถอนฟันไม่ได้

ขั้นตอนการจัดฟันใสแบบ Clear Aligner

    • เข้าพบทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจและวางแผนในการรักษา
    • หากตัดสินใจเลือกจัดฟันใสแบบ Clear Aligner และเข้าใจถึงแผนและผลการรักษาแล้ว ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์ฟัน เพื่อนำแบบพิมพ์ไปวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วออกแบบและผลิตเครื่องมือที่ใช้ในการจัดฟันแบบใสเฉพาะบุคคลเตรียมไว้
    • ทันตแพทย์จะเตรียมฟันหรือเตรียมช่องปากให้เหมาะสมสำหรับการสวมใส่เครื่องมือการจัดฟัน พร้อมกับสวมใส่เครื่องมือให้กับคุณ (เครื่องมือจะไดรับการฆ่าเชื้อมาเป็นอย่างดีก่อนนำมาใช้)
    • ทันตแพทย์จะนัดหมายให้คุณมาพบเพื่อปรับหรือเปลี่ยนเครื่องมือให้มีแรงเหมาะสมในการเคลื่อนฟันอยู่เสมอ
    • เมื่อสิ้นสุดการรักษา จะต้องใส่เครื่องมือคงสภาพฟัน (Retainer) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของฟันกลับไปสู่ตำแหน่งเดิม

 

รากฟันเทียม Implant

 


รากฟันเทียมคืออะไร
รากฟันเทียมคือรากเทียมที่ใส่เข้าไปในขากรรไกร ซึ่งทันตแพทย์ จะยึดติดที่ครอบฟันหรือสะพานฟันเข้ากับ “ราก” นี้เพื่อทดแทน ฟันที่สูญเสียไป
รากเทียมมีรูปร่างคล้ายสกรู ทำ จากโลหะไทเทเนียม มีความหนา 3-5 มม. และยาว 8-16 มม. โดยปกติแล้วจะใช้เวลา 3-6 เดือนเพื่อให้รากเทียมติดได้อย่างแนบแน่นกับกระดูกขากรรไกร ก่อนที่จะใส่ฟันปลอมเข้าไป แต่ในบางกรณี อาจใช้เวลาเร็วกว่านั้น ส่วนที่ทดแทนรากฟันมักประกอบด้วย 3 ส่วนได้แก่ รากเทียม ที่รูปร่างคล้ายสกรูในกระดูกขากรรไกร เดือยรองรับครอบฟันที่ ติดกับเหงือก และครอบฟันซึ่งอยู่ด้านบนของเหงือก ขั้นตอน ทั้งหมดจะใช้เวลานัดเพื่อทำ การรักษา 4-8 ครั้ง รวมการตรวจ รักษาทางทันตกรรมครั้งแรกด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องทำรากเทียมเพื่อทดแทนฟันจำ นวนเท่าใด

ใครบ้างที่สามารถใส่รากฟันเทียมได้
การฝังรากเทียมเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับและเหมาะสมับคนจำ นวนมาก คนส่วนใหญ่สามารถใส่รากเทียมได้ แต่ในบางกรณีอาจมีกระดูกในขากรรไกรไม่เพียงพอ หรืออาจมีสาเหตุทางด้านสุขภาพ หรือรับประทานยาที่จำ กัดทางเลือก ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงมากขึ้นที่รากเทียมจะหลวมและต้องถูกถอดออก ทันตแพทย์ของคุณจะดำ เนินการตรวจทางทันตกรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน และแจ้งให้คุณทราบว่าคุณสามารถทำ รากฟันเทียมได้หรือไม่ หรือมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

ขั้นตอนในการทำรากฟันเทียม
1. การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทำ การเอกซเรย์ และ พิมพ์ฟันและแบบขากรรไกร
2. จากนั้นจะผ่าตัดเพื่อใส่รากเทียม และรอให้รากเทียมผสาน ติดกับกระดูก โดยธรรมชาติซึ่งใช้ระยะเวลา 3-6 เดือน
3. ทันตแพทย์อาจตัดสินใจที่จะฝังรากเทียมไว้ใต้เหงือก เพื่อให้รากเทียมผสานกับกระดูกขากรรไกรได้ดี ซึ่งจะต้องทำการผ่าตัดเล็กๆ เพื่อต่อเดือยรองรับครอบฟันให้ยึดติดกับเหงือก
4. เมื่อรากเทียมยึดติดแน่นสนิทดีแล้ว ทันตแพทย์จะพิมพ์ฟันและดำเนินขั้นตอนทางเทคนิคทันตกรรม เพื่อทำครอบฟัน สะพานฟัน หรือฟันปลอม
5. ทันตแพทย์จะใส่ส่วนประกอบสุดท้ายภายในช่องปาก
6. หลังจากใส่รากเทียมแล้ว ทันตแพทย์หรือทันตภิบาลของคุณจะนัดตรวจเพิ่มเติม

ข้อดีของการปลูกรากฟันเทียมไททาเนียม

    • ช่วยเพิ่มความมั่นใจและคุณภาพชีวิต
    • ลดขนาดและรูปร่างพร้อมทั้งให้ความเป็นธรรมชาติมากขึ้น แก่สะพานฟันและฟันปลอม
    • ลดปัญหาการเสียเนื้อฟันซึ่งมีความจำเป็นในการทำสะพานฟันแบบทั่วไป
    • ความแข็งแรงและมั่นคงของรากฟันเทียม ช่วยเพิ่มความสามารถในการบดเคี้ยวทำให้สามารถเลือกรับประทานอาหารได้ตามต้องการ
    • ช่วยเพิ่มความมั่นใจรวมถึงประสิทธิภาพในการออกเสียงและสนทนา
    • มีความสะดวกสบายกว่าการใส่ฟันปลอมแบบทั่วไป
    • ช่วยป้องกันการสูญเสียฟันบริเวณข้างเคียงและกระดูก รองรับอันเกิดจากการสูญเสียฟัน
    • ช่วยส่งเสริมบุคลิก ทำให้แลดูอ่อนเยาว์ และให้ความสวยงามที่ดูเป็นธรรมชาติ
    • ช่วยให้สุขภาพของช่องปากดีขึ้น
    • มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน รวมถึงมีความทนทานสูง
    • ลดปัญหาการเคลื่อนตัว การหลุดออก และความกังวลใจเกี่ยวกับการเลื่อนหลุดของฟันปลอม

บริเวณที่ต้องทำความสะอาด
– ฟันที่ติดอยู่บนรากเทียม บริเวณเหนือและใต้ขอบเหงือก
– บริเวณซอกฟันที่อยู่ติดกัน

ขั้นตอน
1. แปรงสีฟัน มันอาจจะเป็นสิ่งที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยน สำหรับด้านในของฟันและบริเวณที่ยากต่อการแปรง แปรงไฟฟ้า อาจเป็นทางเลือกที่ดีและง่ายต่อการจัดการความยุ่งยากนี้ถ้าคุณใส่สะพานฟันติดแน่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ทำความสะอาดบริเวณใต้สะพานฟันแล้ว
2. End-tufted brush (แปรงกระจุกเดียว) แปรงกระจุกเดียวขนนุ่ม เหมาะสำหรับตำแหน่งที่เข้าทำความสะอาดได้ยากบริเวณยากบริเวณรอบๆ ฟันที่ติดบนรากเทียม หรือบริเวณด้านในของฟันและบริเวณรอบ ส่วนของรากเทียมด้านนอกที่ใช้เป็นหลักยึดฟันเทียม
3. Interdental brush (แปรงซอกฟัน) แปรงซอกฟันใช้ทำความสะอาดด้านข้างของรากฟันเทียมที่เป็นหลักยึดครอบฟัน, abutment และบริเวณที่อยู่ใต้สะพานฟัน วิธีการแปรงจะถูในแนวหน้าหลังกลับไปกลับมาเป็นจังหวะสั้นๆ โดยออกแรง ถูไปกับด้านข้างของ abutment หรือส่วนรากเทียมที่ติดกับฟันแปรงที่ใช้ไม่ควรมีขนาดเล็กเกินไป อันจะเป็นผลทำให้ทำความสะอาดได้ลดลง หรือใหญ่เกินไปจนทำให้รู้สึกไม่สบายขณะแปรง แปรงที่ใช้แนะนำเป็นเส้นพลาสติก และความสอบถามวิธีการแปรงฟัน รวมถึงขนาดและรูปร่างของแปรงซอกฟันจากทันตแพทย์ของคุณ
4. Floss (ไหมขัดฟัน) ในบริเวณซอกฟันแคบๆที่ไม่สามารถทำความสะอาดด้วยแปรงซอกฟันได้ การใช้ไหมขัดฟันจะช่วยทำความสะอาด บริเวณระหว่างฟันเทียมกับส่วนที่ยึดอยู่ระหว่างรากเทียมกับฟันเทียม (abutment post) โดยการสอดผ่าน ไหมขัดฟันอย่างหนา ถูไปมาในแนวหน้าและหลัง ฟันที่ยึดกับรากเทียมและฟันที่อยู่ข้างล่างหรือผ่านบริเวณช่องที่อยู่ติดกับ abutment post ทำความสะอาดสะพานฟันที่ติดกับเหงือกโดยการถูด้านข้างเป็นจังหวะสั้นๆ

 

รีเทนเนอร์

 


การคงความเรียบสวยของฟันทำได้ด้วยใส่เครื่องมือคงสภาพฟันหรือรีเทนเนอร์ (Retainer) ฟันที่เคลื่อนไปสู่ตำแหน่งใหม่จะเลื่อนคืนได้ง่ายเมื่อถอดเครื่องมือจัดฟัน ใหม่ ๆ เพราะสภาพกระดูกและเหงือกหุ้มฟันต้องใช้เวลาในการปรับสภาพเข้ากับตำแหน่ง ใหม่ ดังนั้นหลังถอดเครื่องมือจัดฟันใหม่ ๆ ควรใส่ Retainer ตลอดเวลา ยกเว้นเวลาทานอาหารหรือแปรงฟัน หรือตามทันตแพทย์แนะนำ หลังจากที่เหงือกปรับสภาพกับตำแหน่งฟันใหม่แล้ว ซึ่งระยะเวลาจะแตกต่างกันในแต่ละคน ทันตแพทย์จะแนะนำวิธีค่อย ๆ ลดเวลาใส่ Retainer อย่าลดเวลาใส่เองเป็นอันขาด การใส่ Retainer ไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ฟันเลื่อนกลับและ Retainer แน่นเมื่อใส่ หากฟันเลื่อนกลับไปมาก จะใส่ Retainer ไม่ลงที่ ต้องทำ Retainer ใหม่ หรือจัดฟันใหม่เมื่อใส่แรก ๆ จะมีน้ำลายออกมาก และพูดไม่ถนัด เป็นอาการปกติและ จะดีขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อใส่สม่ำเสมอไม่เล่น Retainer ในปาก หรือดัน Retainer ให้หลุดด้วยลิ้น เพราะจะทำให้ Retainer หลวม เมื่อถอด Retainer ออก ต้องใส่ในกล่องที่เตรียมไว้ทันที ห้ามห่อด้วยกระดาษโดยเด็ดขาด เพราะจะสูญหายได้ เขียนชื่อและเบอร์โทรติดต่อ กรณีมีผู้เก็บ Retainer ที่หายไปได้การทำความสะอาด Retainer ใช้แปรงสีฟันธรรมดาแปรงด้วยยาสีฟันเบา ๆ หรือใช้ยาเม็ดฟู่สำหรับทำความสะอาดฟันปลอมแช่ไว้ขณะทานอาหารที่บ้าน ไม่วาง Retainer ไว้ในที่ที่สัตว์เลี้ยง หรือเด็กเล็กหยิบถึง ถ้า Retainer หายหรือชำรุด แจ้งทันตแพทย์ทันที

รีเทนเนอร์(Rertainer) มีกี่แบบ
1. แบบเส้นลวด
2. แบบใส คล้ายๆการจัดฟันแบบใส

ทำความสะอาดและดูแลรักษารีเทนเนอร์
1. การใส่ใจกับความสะอาดของรีเทนเนอร์คือสิ่งสำคัญ เพราะมีผลต่อสุขภาพในช่องปากอย่างมาก หากไม่ระมัดระวังเรื่องความสะอาด นอกจากรีเทนเนอร์จะเกิดคราบหินปูนแล้ว ยังทำให้เกิดฟันผุและโรคเหงือกที่ตามมา อีกทั้งการสะสมของคราบแบคทีเรียเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งคงไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น แม้รีเทนเนอร์จะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างบอบบาง แต่การดูแลรักษาก็ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก สามารถปฏิบัติตามได้ดังนี้
หลังการแปรงฟัน ใช้แปรงสีฟันร่วมกับสบู่เหลวหรือน้ำยาล้างจานแปรงให้สะอาด ไม่แนะนำให้ใช้ยาสีฟันในการทำความสะอาด เนื่องจากยาสีฟันมีส่วนประกอบของสารขัด มีผลให้รีเทนเนอร์เกิดรอยถลอกกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรคและกลิ่นปาก
2. ห้ามใช้น้ำร้อนในการทำความสะอาดรีเทนเนอร์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้พลาสติกมีการหดตัวผิดรูป
3. ในกรณีที่รีเทนเนอร์เกิดคราบเหลือง หรือคราบหินปูน ให้ใช้เม็ดฟู่แช่รีเทนเนอร์หรืออาจใช้น้ำส้มสายชูแช่ทิ้งไว้ จะทำให้คราบหินปูนหลุดออกอย่างง่ายดายและรีเทนเนอร์กลับมาใสเหมือนเดิม
4. ขณะใส่รีเทนเนอร์ ไม่ควรดันลิ้น หรือดูดรีเทนเนอร์ เพราะจะทำให้ลวดมีการบิดเบี้ยว และหลวมได้
5. ในการถอดรีเทนเนอร์ระหว่างรับประทานอาหาร ควรใส่ในกล่องทุกครั้ง ไม่ควรห่อกระดาษทิชชู่ทิ้งไว้ เนื่องจากพบว่า คนไข้มากกว่า 80 % มักลืมและเผลอทิ้งโดยไม่รู้ตัว อีกกรณีคือรีเทนเนอร์อาจแตกหักจากการกระแทกได้ เพราะรีเทนเนอร์ทำมาจากพลาสติกและบาง เสี่ยงต่อการแตกหักง่ายอยู่แล้ว

 

การฟอกสีฟัน

 


การฟอกสีฟัน tooth Whitening นั้นจัดอยู่ในประเภทของการเสริมความงามประเภทหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มความงามบนใบหน้าให้ครบถ้วนแล้ว ยังเป็นการเสริมบุคคลิกภาพ เสริมสร้างความมั่นใจ ก็อย่างที่คนเค้ามักจะพูดกันว่า ผู้หญิงจะสวยที่สุดก็ตอนยิ้ม
การฟอกสีฟัน (Vital Bleaching หรือ Tooth Whitening) เป็น การใช้สารปล่อยออกซิเจน ที่มีความเข้มข้นสูง ทาที่ฟันที่มีการเปลี่ยนสี ชุดน้ำยาฟอกสีฟันนี้ ได้แก่ สารพวกไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือคาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ การฟอกสีฟันนั้น เมื่อปล่อยไว้สักระยะ จะกลับเปลี่ยนสีได้อีก ต้องมีการทำซ้ำ

เทคนิคการฟอกฟันขาวมี 2 วิธี
1. In-Office Whitening หรือ แบบทำในคลินิค
วิธีนี้เป็นแบบไปทำที่คลินิค โดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ข้อดีของวิธีนี้คือฟันจะขาวขึ้นโดยใช้เวลาไม่มากนัก จัดว่าขาวไวที่สุด แบบนี้จะใช้วิธีทา Peroxide เจลที่มีความเข้มข้นสูงลงบนผิวฟัน เนื่องจากเป็นตัวยาความเข้มข้นสูงจึงอาจจะทำให้เกิดอาการเสียวฟันค่อนข้างมากได้ โดยจะต้องมีการป้องกันเหงือกไว้ก่อนด้วยการการป้ายเจลหรือใส่ยางที่เรียกว่า Rubber Dam เอาไว้ ซึ่งโดยทั่วไปจะทำครั้งละ 15-20 นาทีหลายๆครั้ง จนครบ 1 ชั่วโมง ระหว่างนั้นก็จะใช้แสง Cool light กระตุ้นปฏิกิริยาให้สารฟอกฟันขาวทำงานได้เร็วขึ้น สำหรับคนที่ฟันเหลืองมากๆ อาจจำเป็นต้องกลับมาทำเพิ่มอีกในภายหลัง หรือทันตแพทย์อาจแนะนำให้ซื้อเป็นชุดสำหรับให้เอากลับไปทำต่อที่บ้านการฟอกสีฟันแบบทำที่คลินิคนี้แน่นอนว่าเป็นราคาฟอกสีฟันที่สูงที่สุด แต่ก็ให้ผลดีที่สุดด้วย และครอบคลุมซอกหลืบในฟันมากที่สุด ซึ่งวิธีอื่นอาจจะไม่ครอบคลุมถึงปัญหาที่อาจจะพบก็คือ บางคนทำแล้วอาจจะได้ผลน้อย เพราะความขาวที่จะได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานสภาพฟันของแต่ละคน โดยปกติฟันที่ผ่านกระบวนการนี้มาแล้วจะสามารถคงความขาวอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 1 ปี อย่างมากก็ราว 2 ปี ขึ้นกับการดูแลรักษา

2. Professionally Dispensed Take-Home Whitening Kits หรือ แบบคลินิคให้เอากลับไปทำด้วยตัวเองที่บ้าน
วิธีนี้เป็นการฟอกฟันขาวด้วยตัวเองที่บ้าน ภายใต้การควบคุมของทันตแพทย์ อาจจะเป็นการทำแยกต่างหากหรือต่อเนื่องจากการทำที่คลินิคก็ได้ โดยวิธีนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ แต่ต้องใช้เวลามากสักหน่อย เนื่องจากจะใช้ Peroxide เจล ความเข้มข้นต่ำ ผลที่ได้จะน้อยกว่าแบบทำที่คลินิค แต่ก็มีข้อดีคือจะทำให้ผลข้างเคียงจากอาการเสียวฟันน้อยกว่าด้วย ขั้นตอนการทำคือ ทันตแพทย์จะพิมพ์ถาดฟัน ให้รับกับรูปฟันของผู้ใช้ โดยทำเป็นโครงไว้ เมื่อผู้ใช้จะใช้ก็จะทาตัวยาลงไปที่ตัวถาดพิมพ์ฟัน แล้วใส่เข้าไปครอบฟันไว้ หลังจากนั้นจะทิ้งไว้ระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นห้ามกินอาหารหรือดื่มน้ำใดๆทั้งสิ้น โดยทั่วไปการใช้จะทิ้งไว้ประมาณ 1-4 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นแล้วแต่ความเข้มข้นที่ใช้ บางครั้งอาจใช้แล้วทิ้งไว้ทั้งคืน ยิ่งความเข้มข้นของตัวยาต่ำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้เวลาทิ้งไว้ให้ติดกับฟันนานขึ้นเท่านั้น โดยจะทำต่อเนื่องกันราว 1-3 อาทิตย์ ตัวเจลมักจะมาในรูปหลอดฉีดยาและจะต้องใช้คู่กันกับถาดแม่พิมพ์ฟันที่ทำขึ้นมาโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้พอดีสำหรับแต่ละคนหากทำออกมาแล้วไม่แน่นพอดี มีการหลวม ก็จะทำให้ได้ผลน้อยลง จึงควรทำภายใต้การดูแลของทันตแพทย์

 

การรักษารากฟัน

 


การรักษารากฟันคือ การตัดโพรงประสาทฟัน หรือเนื้อเยื่อขนาดเล็กที่อยู่ใจกลางฟัน ซึ่งเมื่อโพรงประสาทฟันที่ถูกทำลาย อักเสบ หรือตายถูกตัดออก พื้นที่ส่วนที่เหลือก็จะถูกทำความสะอาด จัดรูปทรง และอุด กระบวนการนี้จะเป็นการปิดคลุมรากฟัน เมื่อหลายปีก่อน ฟันที่มีโพรงประสาทฟันอักเสบจะต้องถูกถอนออก แต่ในปัจจุบัน การรักษารากฟันจะช่วยรักษาฟันไว้ได้

มีคนไข้หลายคนละเลยปล่อยฟันให้ผุทิ้งไว้ไม่รักษา และอุดฟันให้เรียบร้อยทำให้โรคฟันลุกลามทำลายฟันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงชั้นโพรงประสาทฟัน เกิดการอักเสบและมีฝีหรือถุงหนองที่ปลายรากฟัน มีอาการปวดทรมาน ทั้งยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค คอยบ่อนทำลายสุขภาพร่างกายอย่างเรื้อรัง จนจำเป็นต้องถอนฟันไปแล้วมิใช่น้อย แต่เมื่อเกิดความต้องการแก้ไขด้วยการรักษาฟันไว้ ไม่อยากถอนออกจากปากก็แทบจะสายเสียแล้ว

แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่เกินความสามารถของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยเหลือคนไข้เหล่านั้นได้ เพียงแต่วิธีการรักษาค่อนข้างยุ่งยากและสลับซับซ้อน ต้องใช้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทันตแพทย์ทุกคน มิได้ปรารถนาที่จะให้ผู้ป่วยตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นเพราะงานรักษารากฟันเป็นงานที่ลำบากมิใช่น้อย โดยเฉพาะการรักษารากฟันกรามซึ่งมี 3 – 4 ราก ดังนั้นเพื่อให้การรักษาเกิดผลสำเร็จตามความต้องการ จึงจำเป็นต้องเสียเวลาไปพบทันตแพทย์หลายครั้งในการรักษารากฟัน

สาเหตุส่วนใหญ่ของการที่โพรงประสาทฟันถูกทำลายหรือตายได้แก่

  • ฟันแตก
  • ฟันผุอย่างรุนแรง
  • อาการบาดเจ็บของฟัน เช่น การกระแทกอย่างแรงที่ฟัน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไม่นานหรือในอดีต

เมื่อโพรงประสาทฟันติดเชื้อหรือตาย ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะมีการก่อตัวที่ปลายรากฟันในกระดูกขากรรไกร เกิดเป็นฝีได้ และสามารถทำลายกระดูกรอบๆ ฟันทำให้เกิดอาการปวด

เมื่อไร ต้องรักษารากฟัน

  • ฟันผุที่ลึกมากจนทะลุโพรงฟัน
  • ฟันแตก หรือหักทะลุโพรงฟัน
  • ฟันแตก หรือหักไม่ทะลุโพรงฟัน แต่เนื้อฟันที่เหลืออยู่ไมาสามารถบูรณะได้
  • มีหนองเกิดขึ้นบริเวณปลายราก
  • ฟันที่ได้รับอุบัติเหตุกระทบกระเทือนอย่างรุ่นแรงจนเกิดการอักเสบ หรือการตายของเนื้อเยื่อในโพรงฟัน

ปกติเนื้อเยื่อในโพรงฟัน สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคและต้านทานการอักเสบที่ไม่รุนแรงได้ แต่เมื่อการอักเสบหรือการติดเชื้อรุนแรงขึ้น เช่น กรณีที่ฟันผุลึกมาก ฟันถูกกระแทกแรงๆจากอุบัติเหตุ ฟันที่แตกหักไปจนทะลุเข้าไปในโพรงฟัน เนื้อเยื่อในโพรงฟันก็จะถูกทำลาย และเน่าตายไปในที่สุด

เงาดำที่ปลายรากฟัน  สำหรับบางคนในภาพเอกซเรย์จะเห็นว่า มีเงาดำที่ปลายรากทั้งๆ ที่ฟันซี่นั้นยังไม่มีอาการอะไรเลย บ่อยครั้งที่ เรามักจะพบว่า กรณีที่ทันตแพทย์อุดฟันอยู่ซี่หนึ่งและจะทำการตรวจการผุของฟัน เมื่อถ่ายภาพเอกซเรย์ผลก็คือ พบว่ามีเงาดำอยู่ที่ปลายรากฟันอีกซี่หนึ่ง เงาดำที่ปลายรากฟันนั้นหมายถึง เชื้อโรคนั้นมีการลุกลามไปจนกระทั่งทำลายส่วนของเนื้อเยื่อทั้งโพรงประสาท ฟันแล้ว ลักษณะแบบนี้ก็จำเป็นที่จะต้องรักษารากฟันแม้ว่าจะไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม และส่วนใหญ่จะมีทางเปิดของหนองออกมาด้วย

ถ้าเป็นฟันตายทุกกรณีต้องรักษารากฟัน

ฟันตาย ก็คือ ฟันที่ไม่มีชีวิต ไม่มีอาการ ฟันเปลี่ยนสี หรืออาจมีตุ่มหนองด้วย ส่วนฟันที่ยังมีชีวิตอยู่ กรณีที่ต้องรักษารากฟัน ทันตแพทย์ต้องเป็นผู้วินิจฉัย ถ้ามีอาการแบบปวดตุบๆ เวลากลางคืน ก่อนนอน และอาการปวดทวีความรุนแรงมากขึ้น ก็มักจะพบว่าฟันซี่นั้นเป็นอาการประสาทฟันอักเสบที่ไม่สามารถกลับคืนเป็นปกติได้ ฟันประเภทนี้ต้องทำการรักษารากฟันในฟันที่มีชีวิต

ในบางครั้งฟันดูแล้วไม่ผุ แต่คนไข้มีอาการนอนกัดฟันรุนแรง หรือมีอาการเคี้ยวที่ค่อนข้างรุนแรง กัดเค้นฟัน ใช้ฟันรุนแรงมาก ซึ่งเป็นการไปรบกวนโพรงประสาทฟัน ฟันจะเริ่มมีอาการร้าวก่อน แล้วก็มีการแทรกซึมของเชื้อโรคเข้าไปในส่วนของโพรงประสาทฟันได้ แบบนี้ก็อาจจะต้องทำการรักษารากฟัน ถ้าหากว่าฟันซี่นั้นเราไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่มากระตุ้นได้ทันท่วงที? เช่น มีจุดสบสูง และสบฟันกระแทกอย่างรุนแรง หรือการที่อะไรก็ตาม ถ้าเราไม่สามารถเอาสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ออกไปได้ทันท่วงที ก็หมายความว่าจะทำให้มีการแทรกซึมของเชื้อโรคนั้นเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นต้องรักษารากฟัน

เพราะฉะนั้นจึงแนะนำว่าให้ทันตแพทย์เป็นผู้วินิจฉัยจะดีที่สุด? ถ้าหากมีอาการใดๆ ก็ตามที่ส่งผลว่ามีอาการผิดปกติแล้ว เช่น เสียวฟัน หรือกัดแล้วเจ็บ หรือเคาะแล้วรู้สึกคันๆ นั่นแสดงว่า “ควรรีบไปพบทันตแพทย์”

การรักษารากฟันแบ่งเป็น 2 วิธี
1.การรักษาด้วยวิธีปกติ
2.การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดปลายรากฟัน ( หากวิธีที่ 1 ไม่ได้ผล )

ขั้นตอนการรักษารากฟันด้วยวิธีปกติ
1.ทันตแพทย์จะกำจัดเนื้อฟันที่อักเสบหรือติดเชื้อออก
2.ทำความสะอาดรากฟัน และใส่ยาลงไปในคลองรากฟัน
3.ปิดรากฟันด้วยวัสดุอุดชั่วคราว เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
4.บางกรณี เช่น การมีหนองบริเวณปลายรากฟัน อาจจำเป็นต้องใช้เวลาหลายครั้งในการทำความสะอาด และเปลี่ยนยาในคลองรากฟันจนกว่าการติดเชื้อ หรือการอักเสบจะหายเป็นปกติ
5.เมื่อไม่มีการอักเสบของรากฟันแล้ว ทันตแพทย์จะอุดปิดคลองรากฟันถาวรเพื่อรอการบูรณะตัวฟันต่อไป
6.การบูรณะตัวฟันเพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติภายหลังเสร็จสิ้นการรักษารากฟัน ทำได้หลายวิธี เช่นการอุดฟัน การใส่เดือยฟัน ครอบฟัน ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพเนื้อฟันที่เหลืออยู่

การรักษารากฟัน
สามารถเก็บรักษาฟันไว้ใช้งานได้ต่อไป ดีกว่าการใส่ฟันปลอม เพราะฟันที่รักษารากแล้วก็เหมือนฟันในปากซี่อื่นๆ คือ มีเบ้ากระดูกยึดให้ฟันแน่นมั่นคงแข็งแรง และให้ความรู้สึกที่ดีกว่าการใส่ฟันปลอม

หลังการรักษารากฟัน เราควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อให้การรักษารากฟันที่มีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้ยืนยาว

1. ภายหลังรักษารากฟันใหม่ๆ โดยเฉพาะในครั้งแรกอาจมีอาการเจ็บได้บ้างใน 2-3 วันแรกและจะค่อยๆ จางหายไปเอง
2. ควรระมัดระวังในการใช้งานซี่ฟันที่รักษาราก เนื่องจากปริมาณเนื้อฟันจะเหลือน้อยลงและฟันจะเปราะมากขึ้นแต่การเคี้ยวอาหารเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เป็นวิธีปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง
3. ระหว่างรักษารากฟันหากวัสดุอุดฟันชั่วคราวเกิดหลุดออกมาให้ผู้ป่วยรีบกลับมา หาทันตแพทย์เนื่องจากเชื้อโรคในช่องปากสามารถเขาสู่ภายในคลองรากฟันได้
4. การรักษาคลองรากฟันเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง ตามกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมหากผู้ป่วยละเลยไม่มาตามวันนัด ฟันซี่นั้นอาจจำเป็นต้องถูกถอนออก

การปล่อยฟันที่เป็นโรคทิ้งไว้นาน ๆ ยังทำให้เชื้อโรคออกไปทำลายกระดูกรอบๆ ฟัน ซึ่งทำให้เกิดอาการเคี้ยวเจ็บ หรือ เกิดตุ่มหนองทั้งภายในช่องปาก หรือบริเวณใบหน้า ในกรณีที่กระดูกรองรับฟันถูกทำลายไปเป็นจำนวนมากอาจทำให้ไม่สามารถเก็บรักษาฟันไว้ได้

อาการข้างเคียงของการรักษาที่ทันตแพทย์ไม่อยากให้เกิดคืออาการปวดหลังการรักษา เพราะส่วนใหญ่ผู้รับบริการหวังอย่างยิ่งว่าเมื่อรักษารากฟันแล้วจะต้องหายจากการปวดเป็นอันดับแรก

หลังการรักษารากฟันจะมีอาการปวดซึ่งแบ่งได้ 2 กรณีคือ การปวดระหว่างการรักษาและการปวดหลังจากการรักษาเสร็จสิ้นไปแล้ว

การปวดระหว่างการรักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรักษาครั้งแรก เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ อาจร่วมกับการบวมของเหงือกด้วย ส่วนมากแล้วอาการปวดหลังการรักษาครั้งแรกมักเกิดกับการรักษารากฟันในฟันที่มีอาการปวด หรือเริ่มมีอาการปวด (Acute pulpitis)?หรือกำลังเริ่มจะมีการอักเสบ แต่จะไม่ค่อยเกิดในฟันที่ตายแล้ว (pulp necrosis) หรือฟันที่มีตุ่มหนอง (periapical abscess) หรือฟันที่เพิ่งทะลุโพรงประสาทส่วนใหญ่ทันตแพทย์มักจะระมัดระวังในเรื่องการกำจัดเส้นประสาทฟันให้หมด และการขยายคลองรากฟันและการล้างคลองรากฟันโดยไม่ให้เกิดแรงดันที่จะทำให้เศษสิ่งสกปรกที่ล้างทำความสะอาดดันเข้าไปในบริเวณปลายราก แต่บางครั้งก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าคิดว่ามีความเสี่ยง ทันตแพทย์อาจจะต้องเปิดโพรงที่กรอไว้ก่อนเพื่อให้เกิดการระบาย แล้วจึงใส่ยา และปิดโพรงในครั้งต่อไป แต่จะทำให้การรักษาใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากการเปิดโพรงไว้จะทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในน้ำลายได้

อาการปวดหลังการรักษา ถ้าไม่ปวดมากนัก ทันตแพทย์จะทำการล้างทำความสะอาด ขยายรากฟันหรือกำจัดเส้นประสาทให้หมด ซึ่งจะทำให้หายปวดได้ หากมีอาการบวมด้วย อาจต้องเปิดระบายและให้ยาแก้อักเสบร่วมด้วย หลังการรักษาอาจมีอาการปวดซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ? เช่น คลองรากฟันยังไม่สะอาดแล้วอุด ขยายคลองรากฟันไม่หมดหรือฟันแตก การรักษาอาจต้องมีการรื้อและรักษาใหม่ หรือผ่าตัดปลายรากฟันหรือถ้ารักษาไม่ได้ อาจต้องถอนฟันในที่สุด

อย่างไรก็ตาม การรักษารากฟันเป็นการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษารากฟันกรามซึ่งมีจำนวนคลองรากฟัน 3-4 โพรง ทำให้ยากต่อการรักษา ทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากผู้ป่วยในการมาตามนัด และทันตแพทย์ที่เชี่ยวชาญ มีความละเอียดรอบคอบ

ฟันที่รับการรักษาจะอยู่ได้นานเท่าใด 
ฟันที่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตถ้ามีการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะฟันผุยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกในฟันที่รับการรักษาแล้ว สุขอนามัยของปากและฟันที่ดีตลอดจนการพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

 

 

 

ฟันคุดคืออะไร

 


ฟันคุด  คุณเป็นหนึ่งคนที่สงสัยไหมค่ะ? ทำไมต้องผ่าออก แล้วฟันคุดคืออะไร มีประโยชน์หรือไม่
และเมื่อคุณผ่าตัดเอาออกแล้วจะดูแลตัวเองอย่างไร? เรามีคำตอบค่ะ

ฟันคุดคือ
ฟันคุด เป็นฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาในช่องปากได้ตามปกติ เนื่องจากไม่มีที่พอหรือมีสิ่งที่ขัดขวางการขึ้นของฟันซี่นั้น สิ่งขัดขวางการขึ้นของฟัน เช่น เหงือกที่หนา กระดูก ฟันบางซี่ หรือ ทิศทางการขึ้นของปันที่ผิดปกติ
ฟันคุดส่วนใหญ่เกิดจากขนาดของขากรรไกรไม่สัมพันธ์กับขนาดของฟัน

สาเหตุของฟันคุด
สาเหตุของฟันคุดยังไม่มีการศึกษาถึงสาเหตุที่แน่นอน ส่วนใหญ่จะเกิดมาจากขนาดของขากรรไกรไม่สัมพันธ์กับขนาดของฟัน ถ้าขนาดของขากรรไกรเล็ก แต่ขนาดของฟันโต ฟันจึงไม่สามารถขึ้นมาในช่องปากได้ ทำให้เกิดเป็นฟันคุด ดังนั้น ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องมีฟันคุด

ถ้าเรามีขนาดของขากรรไกรใหญ่พอที่จะให้ฟันขึ้นได้ ก็จะ ไม่เรียกว่าฟันคุด เพราะว่าถ้าฟันเล็กแล้วขากรรไกรโต ฟันขึ้นได้ทุกซี่ ก็จะไม่มีฟันคุดก็จะเป็นฟันขึ้นธรรมดาเท่านั้น

ฟันคุด เป็นลักษณะของฟันกรามแท้ โผล่ขึ้นไม่พ้นกระดูกและเหงือก

อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น ผลกระทบจากฟันข้างเคียงที่บดบังทำให้ไม่สามารถขึ้นมาได้ โดยส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงอายุ 18-25 ปี

ลักษณะอาการของฟันคุด

1.บางคนอาจอาการบวมที่หน้า

2.ปวดบวมบริเวณเหงือก

3.อักเสบและติดเชื้อ

4. เป็นฝีในช่องปาก

จุดประสงค์ของการผ่าฟันคุด

เพื่อป้องอาการปวดกัน เพราะตัวฟันคุดเองมีแรงผลักเพื่อจะงอกขึ้นมาในขากรรไกร แต่ถูกกันหรือติดโดยฟันข้างเคียง ทำให้มีแรงย้อนกลับไปกดที่เส้นประสาทของขากรรไกร อาการปวดมีตั้งแต่ทนได้จนกระทั่งปวดมาก ในบางครั้งอาจมีอาการปวดแบบส่งต่อหลังจากตำแหน่งฟันคุดไปยังบริเวณอื่นของใบหน้า เช่น ปวดหน้าหู ปวดตา ปวดศีรษะ เป็นต้น

เพื่อป้องกันการอักเสบของเหงือกที่ปกคลุมฟัน เพราะจะมีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ใต้เหงือก แล้วไม่สามารถทำความสะอาดได้ เชื้อแบคทีเรียที่มาสะสมอยู่จะทำให้เหงือกอักเสบ ปวดและบวมเป็นหนอง ถ้าทิ้งไว้การอักเสบจะลุกลามไปใต้คางหรือใต้ลิ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ง่าย นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

•เพื่อป้องกันฟันข้างเคียงผุ ซอกฟันระหว่างฟันคุดกับฟันกรามซี่ที่สองที่อยู่ชิดกันนั้น ทำความสะอาดได้ยาก เศษอาหารจะติดค้างอยู่ทำให้เกิดฟันผุได้ทั้งสองซี่

• เพื่อป้องกันการละลายตัวของกระดูก แรงดันจากฟันคุดที่พยายามดันขึ้นมา จะทำให้กระดูกรอบรากฟันหรือรากฟันข้างเคียงถูกทำลายไป

•เพื่อป้องกันการเกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก ฟันคุดที่ทิ้งไว้นานอาจจะทำให้เนื้อเยื่อที่หุ้มรอบฟันคุดขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นถุงน้ำ แล้วโตขึ้นโดยไม่แสดงอาการเลย จนในที่สุดเกิดการทำลายฟันซี่ข้างเคียง และกระดูกรอบๆ บริเวณนั้น หากไม่เคยได้รับการตรวจฟันมักจะรู้ตัวอีกทีเมื่อเห็นใบหน้าเอียงหรือขากรรไกรข้างหนึ่งใหญ่กว่าอีกข้าง ซึ่งถ้าพบและรีบทำการผ่าตัดออกได้เร็ว โอกาสสูญเสียอวัยวะขากรรไกรจะน้อยลง ยังสามารถรักษารูปหน้าให้เหมือนเดิมได้ แต่ถ้าถุงน้ำหรือเนื้องอกมีขนาดใหญ่มากๆ ก็อาจต้องตัดขากรรไกรบางส่วนออก การรักษารูปใบหน้าให้เหมือนเดิมก็ทำได้ยากขึ้น

เพื่อป้องกันกระดูกขากรรไกรหัก เนื่องจากการที่มีฟันคุดฝังอยู่จะทำให้กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นบางกว่าตำแหน่งอื่น เกิดเป็นจุดอ่อน เมื่อได้รับอุบัติเหตุหรือกระทบกระแทก กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นก็จะหักได้ง่าย

•วัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น ในการจัดฟัน มักต้องถอนฟันกรามซี่ที่สามออกเสียก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนฟันซี่อื่นๆ และแรงดันของฟันคุดยังมากพอที่จะผลักให้ฟันข้างเคียงรับแรงกระทบต่อๆ กันไปจนฟันบิดซ้อนเกได้ ในการจัดฟันทันตแพทย์จึงมักแนะนำให้ถอนฟันคุดออกก่อนใส่เครื่องมือ

ผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์การผ่าฟันคุดหลายคนอาจสงสัยว่าเราจะดูแลตัวเองอย่างไรหลังผ่าฟันคุดหรือผ่าตัดในช่องปาก เราจึงมีคำแนะนำมาฝาก

1. กัดผ้าก็อซให้แน่นอยู่ตามปกติประมาณ 1- 2 ชั่วโมงเพื่อให้เลือดหยุดไหล
2. กลืนน้ำลายให้แห้ง อย่าบ้วนปากหรือน้ำลายระหว่างกัดผ้าก็อซอยู่เพราะจะทำให้เลือดหยุดช้า
3. ครบ 1-2 ชั่วโมงให้คายผ้าก็อซทิ้งแล้วอยู่เหมือนปกติต่อไป
4. ในวันแรกหากมีการบวม ให้ใช้ผ้าเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณที่ผ่า อย่าอมน้ำแข็งในปาก
5. หลังจากวันแรกแล้วให้เปลี่ยนเป็นประคบบริเวณเดิมด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นหรือกระเป๋าน้ำอุ่นจนกว่าจะรู้สึกปกติ
6. ถ้ารู้สึกปวดแผลให้รับประทานยาที่ได้หลังผ่า
7. หลีกเลี่ยงการใช้งานด้านที่ผ่า ไปก่อนระยะหนึ่งจนกว่าจะรู้สึกปกติ
8. ถ้ารู้สึกปวดแผลมากขึ้นหรือบวมให้รีบกลับไปพบทันตแพทย์อีกครั้ง
9. ถ้ามีการเย็บแผลให้กลับไปตัดไหมเมื่อครบ 7 วัน

 

ฟันปลอม

 


 สะพานฟัน อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการจะใส่ฟันปลอม เรามาทำความรู้จักกันว่า สะพานฟัน คืออะไร แล้วเมื่อไหร่ควรจะใช้การทำสะพานฟันในการรักษาฟันค่ะ

ฟันปลอมคือ  ฟันที่ถูกทำขึ้นโดยทันตแพทย์เพื่อใส่ทดแทนฟันธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่สูญเสียฟันให้ดีขึ้น ทำให้สามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจ สวยงาม และเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้องใส่ฟันปลอม

  1. ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่สูญเสียฟันธรรมชาติ โดยเฉพาะในฟันหน้า
  2. ช่วยในการบดเคี้ยวทำให้สามารถบดเคี้ยวอาหารได้ละเอียดขึ้น ทำให้กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป
  3. ช่วยป้องกันการเกิดฟันที่อยู่ข้างเคียงล้มเอียงหรือฟันคู่สบยื่นยาวเข้ามาหาช่องว่างที่สูญเสียฟัน

ประเภทของฟันปลอม

ฟันปลอมชนิดถอดได้  คือฟันปลอมที่ทำขึ้นให้กับผู้ที่ยังมีฟันธรรมชาติหลงเหลืออยู่ เป็นการใส่ฟันเพียงบางส่วน ถอดออกมาล้างทำความสะอาดได้  แบบถอดได้แบ่งได้ดังนี้  ฟันปลอมโครงโลหะ.   ฟันปลอมโครงอคริลิก  ฟันปลอมถอดได้ทั้งปาก


ข้อดี

– ฟันปลอมชนิดนี้ ช่วยให้ผู้ที่ใส่สามารถดูแลรักษาความสะอาดได้ง่าย
– ช่วยในการบดเคี้ยวอาหารได้
– ใส่ฟันได้หลายซี่หรือทั้งปาก ราคาถูกกว่าฟันปลอมติดแน่น

ข้อเสีย
– เกิดความรำคาญในขณะพูดหรือการเคี้ยวอาหาร
– ประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวจะต่ำกว่าฟันปลอมชนิดอื่น
– ไม่สวยงามอาจจะมองเห็นตะขอที่ใช้เกี่ยว

 

ฟันปลอมชนิดติดแน่น  เป็นฟันปลอมถาวรที่ยึดแน่นในช่องปากโดยอาศัยฟันธรรมชาติซี่ที่อยู่ข้างเคียงกับช่องว่างเป็นหลักในการยึดฟันปลอม ฟันปลอมชนิดนี้ผู้ที่ใส่ไม่สามารถถอดออกมาเพื่อทำความสะอาดภายนอกช่องปากได้    แบ่งได้ดังนี้ เดือยฟัน.  ครอบฟัน  สะพานฟัน

ข้อดี
– ฟันปลอมติดแน่นจะมีลักษณะ และขนาดเหมือนฟันธรรมชาติมากกว่าฟันปลอมถอดได้ จึงทำให้เรารู้สึกสบายกว่า ไม่มีส่วนของเหงือกปลอม หรือตะขอที่เกะกะ และการใช้งาน ประสิทธิภาพดี แข็งแรง
– สวยงาม

ข้อเสีย
– ต้องมีการกรอฟันข้างเคียงเพื่อยึดฟันปลอม ทำให้สูญเสียเนื้อฟัน
– ถอดออกมาล้างทำความสะอาดไม่ได้ ติดอยู่ในปากของเราเลย หากเราแปรงฟันทำความสะอาดไม่ดีอาจทำให้    ฟันข้างเคียงเสียหายไปได้ เป็นโรคเหงือก หรือฟันผุได้ง่าย
– ราคาสูงกว่าแบบถอดได้

จะสังเกตได้ว่าการใส่ฟันปลอมทั้ง 2 แบบนั้น มีข้อดี และข้อเสียแตกต่างกันไป เราจึงควรปรึกษาทันแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า เราเหมาะกับการใส่ฟันปลอมชนิดไหน และแบบใดค่ะ

UA-97462242-3